สพฉ.ชี้แจงเรื่องมาตรฐานหน่วยกู้ชีพ

กรณีถูกร้องเรียนจากกลุ่มองค์กรมูลนิธิกู้ชีพภัย จากการออกประกาศมาตรฐานหน่วยกู้ชีพ ว่า ประกาศคณะกรรมการแพทย์ฉุกเฉิน เรื่องหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ 2560 ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้กลางปี 2561 ที่จะมีผลใน 2 ลักษณะคือ 1.หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้นใหม่ ต้องมีการจัดมาตรฐาน และในส่วนของรถปฏิบัติการฉุกเฉินจะต้องใช้ สีเหลืองฉุกเฉินการแพทย์ (สีเขียวมะนาว) เป็นสีหลักเท่านั้น

ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ส่วนหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินเดิมที่เคยขึ้นทะเบียนกับ สพฉ. ก่อนประกาศฉบับนี้บังคับใช้ก็สามารถทำงานต่อไปได้ แต่ต้องรักษามาตรฐานที่ไม่ต่ำกว่าเดิม ส่วนรถที่ใช้ไม่บังคับให้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองฉุกเฉินการแพทย์ แต่ถ้าสมัครใจก็สามารถทำได้ ทางด้านการปฏิบัติงานก็จะไม่เกินขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยเหล่านั้น
นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ภาคประชาชนที่เห็นคนเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถเข้าช่วยเหลือได้ในการปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐาน และ2.ไม่บังคับการปฐมพยาบาลและการกู้ภัย แต่จะบังคับการกู้ชีพคือการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ตั้งแต่การรับรู้ถึงภาวะฉุกเฉินไปถึงพันสถาวะฉุกเฉิน ดังนั้นประกาศฉบับนี้ไม่ได้ปิดกั้นหรือกีดกันการกู้ภัย สามารถทำ CPR รวมถึงใช้เครื่องเครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้าชนิดอัติโนมัติ (AED) ที่สรรพคุณเท่ากับยาหม่องได้ นอกจากนี้พบว่ามีการใช้รถลักษณะคล้ายรถพยาบาล รถมูลนิธิจำนวนมาก รวมถึงคนที่แต่งตัวคล้ายมูลนิธิและโรงพยาบาล หาก สพฉ. ไม่ได้ออกประกาศฉบับนี้มาจะไม่มีเครื่องมือในการจัดระเบียบ
“สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงหลังประกาศฉบับนี้บังคับใช้ อีกอย่างคือ การแบ่งหน่วยปฏิบัติการ 4 ระดับ คือ ประเภทวิชาชีพ ประเภทอำนวยการ ประเภทช่วยอำนวยการ และประเภทช่วยเวชกรรม ซึ่งประเภออำนวยการพบว่าหน่วยแพทย์ฉุกเฉินของไทยยังอยู่ในระดับแท็กซี่ คือขนส่งผู้เจ็บเท่านั้น แต่ไม่มีกลุ่มแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งแพทย์กลุ่มนี้มีประมาณ 700 คน ส่วนหนึ่งจะทำงานในห้องฉุกเฉิน และไม่มีส่วนในการดูแลนอกโรงพยาบาล เราจึงกำหนดให้มีหน่วยประเภทนี้ขึ้นเพื่อให้มีแพทย์ฉุกเฉินสามารถออกมาทำงานให้การรักษานอกโรงพยาบาลได้ และมีกฎหมายรองรับซึ่งต้องอาศัยประกาศฉบับนี้เปิดช่องให้ดำเนินการ ที่จะมีแพทย์ฉุกเฉินไปคุมระบบฉุกเฉินการแพทย์ซึ่งอยู่นอกโรงพยาบาลมากขึ้น ทั้งนี้อนาคตจะมีนักปฎิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ที่สามารถฉีดยา เจาะคอ ใส่ท่อช่วยหายใจได้ตามคำสั่งแพทย์ด้วย” ร.อ.นพ.อัจฉริยะ กล่าว. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth